ความรู้เกี่ยวกับ MPEG-4
ในการก๊อปปี้ไฟล์ขนาด 9กิกะไบต์จาก DVD-ROM ไปยัง CD-ROM นั้นต้องการพลังงานในการประมวลผลและเวลาอย่างมากมายเลยทีเดียว แต่ทว่าข้อมูลที่เราจะบีบอัดนั้นจำเป็นต้องมีขนาดลดลงอย่างน้อย 12 เท่า ถึงจะสามารถจุลงในแผ่นซีดีรอมความจุ 700 เมกกะไบต์ได้ แต่เราก็มีฮีโร่มาช่วยแล้วครับสำหรับการจัดการอัดข้อมูลขนาดนั้น เข้าไปยัง ซีดีรอมแผ่นเดียวได้ นอกจากนั้นแล้ว ยังรักษาคุณสมบัติดีๆของ MPEG-2 ไว้ได้อย่างครบถ้วน ในขนาดที่เล็กลงอย่างมากทีเดียว ซึ่งแม้ว่า MPEG-4 จะเป็นส่วนประกอบหนึ่งซึ่งเกิดตามหลัง MPEG-2 มาก็ตามที แต่ทว่า MPEG-4 นั้นมีประโยชน์มากเลยทีเดียว
หากเราจะย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของ MPEG นั้น เราต้องกลับไปยังปี 1987 แล้วหล่ะครับ โดยที่มันถูกสร้างขึ้นมาโดย Motion Pictures Expert Group ซึ่งกลุ่มนี้ถือได้เป็นองค์กรที่ต้องการจะนำเทคโนโลยีด้านการบีบอัดข้อมูลวิดีโอออกสู่ตลาดโลก ซึ่งพวกเขาสามารถที่จะสร้าง MPEG-1 ออกมาได้สำเร็จในปี 1992 แต่กระนั้นก็ตามทีครับ เจ้า MPEG-1 นั้นประสบความสำเร็จก็แค่ในระดับหนึ่ง เพราะด้วยข้อจำกัดของมันด้านความละเอียดที่สามารถทำได้แค่ 352x288 ในรูปแบบของ Video-CD ที่เรารู้จักกันตามบ้านนั้นเองครับ และแล้ว MPEG-2 ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1995 มันเกิดมาจากพื้นฐานของ MPEG-1 นั่นเองครับ แต่สามารถสร้างความละเอียดได้สูงสุด 720*576 พิกเซล ซึ่งให้ภาพที่ละเอียด และวิดีโอที่คงชัดกว่า จนกระทั่งล่าสุดทาง MPEG ก็ได้คิดค้น MPEG-4 ขึ้นมาในปี 1999
เพราะความละเอียดสูง และดาต้าเรทที่ต่ำ MPEG-4 จึงชนะขาดลอย
MPEG-4
มาพร้อมกับการพัฒนาที่ก้าวล้ำของวงการวิดีโอเช่นเดียวกับความสำเร็จในครั้งที่
MPEG-1 และ MPEG-2 ได้ทำมาแล้ว
- สามารถที่จะบีบอัด วิดีโอและไฟล์ภาพได้อย่างอิสระ จากที่ไหนก็ได้
- เพิ่มความสามารถและอัลกอริทึ่มในการบีบอัดให้มากขึ้นทั้ง รูปภาพ วิดีโอและพื้นผิว
- สามารถกำหนดความละเอียดได้หลายขนาด
- มีความน่าเชื่อถือสูง และยังมีระบบตรวจสอบความผิดพลาดอีกด้วย
- มีการล่าช้าของบัพเฟอร์น้อยมาก
เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบระหว่างเทคโนโลยีทั้งสามแบบกันนะครับ
| MP1 | MP4 | MP2 | |
|
ออกมาตั้งแต่ |
1992 | 1995 | 1999 |
| ความละเอียดสูงสุดของวิดีโอที่ทำได้ | 352 x 288 | 1920 x 1152 | 720 x 576 |
| ค่าเริ่มต้นของวิดีโอในระบบ (PAL) | 352 x 288 | 720 x 576 | 720 x 576 |
| ค่าเริ่มต้นของวิดีโอในระบบ (NTSC) | 352 x 288 | 640 x 480 | 640 x 480 |
| ย่านความถี่ของเสียงสูงสุด | 48 kHz | 96 kHz | 96 kHz |
| แชลเนลของเสียงได้สูงสุด | 2 | 8 | 8 |
| การถ่ายโอนข้อมูลสูงสุด | 3 Mbit/sec | 80 Mbit/sec . | 5 to 10 Mbit/sec |
| อัตราการถ่ายโอนข้อมูลเริ่มต้น | 1380 kbit/s (352 x 288) | 6500 kbit/s (720 x 576) | 880 kbit/s (720 x 576) |
| จำนวนเฟรมต่อวินาทีในระบบ (PAL) | 25 | 25 | 25 |
| จำนวนเฟรมต่อวินาทีในระบบ (NTSC) | 30 | 30 | 30 |
| คุณภาพของวิดีโอ | satisfactory | verygood | good to very good |
| ความต้องการด้านฮาร์ดแวร์ในการ Encoding | ต่ำ | สูง | สูงมาก |
| ความต้องการด้านฮาร์ดแวร์ในการ Decoding | ต่ำมาก | ปานกลาง | สูง |
เพราะว่าทั้ง MPEG-2 และ MPEG-4 นั้นมีการจัดการด้านการบีบอัดที่ต่างกันออกไปทำให้เราจะเห็นได้ว่า MPEG-4 นั้นต้องการระบบฮาร์ดแวร์ในแบบพิเศษเพื่อจัดการกับมัน เพราะว่ามันไม่ได้จัดการกับโครงสร้างระดับพิกเซลล์ของหนังเพียงอย่างเดียว แต่ MPEG-4 จะจัดการถึงพื้นผิวและองค์ประกอบอื่นๆอีกด้วย เราจะยกตัวอย่างเพื่อให้คุณเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ เช่นรถที่เคลื่อนที่ไปในขณะที่แบคกราวด์มีการเปลี่ยนแปลงด้วยนั้น การ encode จะทำงานหนักมากกว่า ในกรณีที่รถขับเคลื่อนไปในขณะที่แบคกราวด์ยังคงๆที่
เปรียบเทียบระหว่าง MPEG-2 และ MPEG-4
จากการทดสอบด้านเทคโนโลยีของ MPEG เจ้า MPEG-4 สามารถที่จะ Encode ได้มากกว่า แต่ก็ใช้เวลาในการ Ecoding นานกว่าเช่นกันครับ ซึ่งเหตุผลหลักที่ ACE (Advanced Coding Efficiency) ได้ใช้อัลกอริทึ่ม MPEG-4 และสามารถทำมันให้มีค่าเฉลี่ยในการถ่านโอนข้อมูลที่เล็กลง ทำให้มันสามารถที่จะจุวิดีโอแบบความละเอียดสูงในรูปแบบของ PAL และ NTSC รวมถึงเสียงในระดับคุณภาพสูง (16 บิตม 48 kHz) ไว้ในแผ่น CD-ROM แผ่นเดียวได้เป็นอันสำเร็จ ซึ่งหนังที่อัดเข้ามานั้นจะมีความยาวตั้งแต่ 110นาทีขึ้นไป ซึ่งถ้าเกิดเปรียบเทียบกันแล้วหนังแบบเดียวกัน ความละเอียดเหมือนกันแต่เก็บในรูปแบบ MPEG-2 นั้นจะมีขนาดมากกว่าอย่างน้อย 11 เท่าเลยทีเดียวครับซึ่งเราต้องเก็บไว้ในสื่อบันทึกที่กแบบ DVD (ขนาด 8 GB.) เท่านั้นซึ่งอัตราการถ่ายโอนข้อมูลของ MPEG-2 นั้นค่อนข้างจะใกล้เคียงกับไฟล์ต้นฉบับมากทีเดียว ซึ่งใน MPEG-4 นั้นตัวออดิโอจะสามารถทำขนาดได้เหมือนกับวิดีโอเลยทีเดียว ตัวเสียงนั้นสามารถที่จะถูกประมวลผลได้ในระดับ 2Kbit/s ถึง 24 Kbit/s ในขณะที่วิดีโอสามารถทำการโปรเซสได้ในระดับ 5 Kbit/s และ 10 Mbit/s. ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงสามารถที่จะย่อขนาดข้อมูลใหญ่ๆอย่างหนังในรูปแบบ DVD ลงมาสู่ CD-ROM ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และยังได้คุณภาพสูงอีกด้วยครับ
Applications สำหรับ MPEG-4
ในตอนนี้นะครับ MPEG-4 นั้นได้โตขึ้นมากเลยทีเดียว มีแอพลิเคชั่นต่างๆออกมาสนับสนุนมากมายเลยทีเดียว ซึ่งผู้ใช้ตามบ้านทั่วๆไปสามารถที่จะเก็บหนัง DVD ไว้ใน CD-ROM ได้อย่างง่ายดาย เช่น เป็นไปได้แล้วหล่ะครับที่จะสามารถแปลงหนังจาก DVD เพื่อไปสู่ CD-Rom ในรูปแบบของ MP4 ได้ที่บ้านของคุณเอง และก็เล่นมันบนไดร์ว CD-ROM ของคุณโดยไม่ต้องมี DVD-ROM เลยแม้แต่น้อย และนอกจากนั้นเรายังใช้เทคโนโลยีของ MP4 เพื่อที่จะกระจายเสียง ผ่านระบบอินเตอร์เนตได้ซึ่งต้องการแบนวิธแค่ 16KB/s เท่านั้นเอง
ก้าวไปข้างหน้ากับ MPEG
ในขณะนี้ MPEG-4 ยังเป็นสิ่งที่ปัจจุบันและน่าสนใจอยู่สำหรับเทคโนโลยีด้านออดิโอและวิดีโอ ซึ่งเข้ามาแทนเทคโนโลยีเก่าอย่าง MPEG-1 และ MPEG-2 และในขณะนี้ได้มีกรพัฒนาตัวถัดไปเพื่อที่จะเข้ามาทดแทนในอนาคน นั่นคือ MPEG-7 นั่นเองครับ ซึ่งเจ้ารูปแบบของวิดีโอตัวนี้ได้ถูกแนะนำไปเมื่อตอน กรกฎาคมปี 2001 และหากได้มีการพัฒนาเพืมขึ้นจากเทคโนโลยีเดิมที่ได้รับความนิยมอยู่ตอนี้อย่าง MPEG-2 เราก็อาจจะได้เห็น MPEG-21 เป็นมาตรฐานต่อไป
เราจะเห็นได้ว่าด้วยเทคโนโลยีของ MPEG-4 นี้จะทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น และนับได้ว่าเป็นการเปิดสู่โลกใหม่ที่ทำให้เราได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆได้อย่างไม่ยากเย็น เช่นการดูวิดีโอความละเอียดสูงผ่านระบบอินเตอร์เนต โดยใช้แบนวิธเพียงน้อยนิดเท่านั้น ในขณะนี้ได้มีแอพลิเคชั่นต่างๆออกมาสนับสนุน MP4 กันมากขึ้นแล้ว ทางบริษัทที่ได้เปิดนำร่องก่อนใครเพื่อนนั่นคือ Apple Computer ที่ออก QuickTime 6 มาสนับสนุนไฟล์ในรูปแบบ MP4 อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งคุณสามารถพบประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นนี่ได้ด้วยตัวคุณเองที่ www.apple.com/quicktime





Comments this ware
Your Like a software?